ในข้อเขียนสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้นำเสนอสาระที่สำคัญของกฎหมายเพื่อเด็กฉบับหนึ่งคือ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2542 เกี่ยวกับการพิจารณาสืบพยานเด็ก หากสนใจใคร่รู้ก็สามารถสืบค้นกลับไปยังฉบับวันพฤหัสบดีที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมาได้ครับ สำหรับฉบับนี้ผมขอเขียนถึงสาระสำคัญของกฎหมายเพื่อเด็กอีกฉบับหนึ่ง คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ซึ่งเป็นฉบับที่ฮือฮามากที่สุด เนื่องจากมักจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวถึงในแง่ จะนำไปใช้จับกุมพ่อแม่ของเด็กที่ปล่อยปละละเลยไม่ดูแลเด็ก จนเด็กไปทำผิดหรือทำร้ายผู้อื่น สาระสำคัญ ๆ ในจดหมายฉบับนี้ประกอบไปด้วย หนึ่ง...กฎหมายแบ่งกลุ่มเด็กที่ต้องให้ความคุ้มครองออกเป็น 3 กลุ่ม คือกลุ่มเด็กที่ต้องได้รับการสงเคราะห์ เช่น เด็กถูกทิ้ง เด็กกำพร้า เด็กเร่ร่อน เด็กขอทาน เด็กพิการ กลุ่มเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำความผิด เช่น เด็กที่มีพฤติกรรมชอบใช้ความรุนแรง ชอบเที่ยวเตร่ในยามค่ำคืนในที่อโคจร และกลุ่มเด็กที่กระทำความผิด เช่นติดยาเสพติด ทำร้ายผู้อื่น ขโมย ข่มขืน การแบ่งเด็กออกเป็นกลุ่ม ๆ เช่นนี้ เพื่อจะได้วางแผนเข้าถึงและให้การช่วยเหลือคุ้มครอง เยียวยา บำบัดและปรับพฤติกรรมให้แก่เด็ก ๆ ได้อย่างทั่วถึงนั่นเอง สอง...กฎหมายกำหนดให้มีผู้ใหญ่ร่วมกันช่วยเหลือคุ้มครองเด็ก 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มคณะกรรมการระดับชาติและระดับจังหวัด มีหน้าที่กำหนดนโยบาย แผนงานและมาตรการเพื่อเด็กโดยแบ่งเป็นระดับชาติและระดับจังหวัด กลุ่มคณะกรรมการกองทุนมีหน้าที่หาเงินเข้ากองทุนเพื่อนำไปใช้ช่วยเหลือดูแลเด็ก กลุ่มพนักงานเจ้าหน้าที่ มีหน้าที่รุกไปช่วยเหลือเด็กตามสถานที่ต่าง ๆ สำหรับบุคคลที่จะเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการชุดต่าง ๆ นั้น จะมาจากตัวแทนภาครัฐ ภาคองค์กรพัฒนาเอกชนและผู้ทรงคุณวุฒิทั่วไป ส่วนพนักงานเจ้าหน้าที่นั้นได้มาจากสองกลุ่มด้วยกันคือ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีผลงานด้านการดูแลเด็กอย่างชัดแจ้งเป็นที่ประจักษ์ และบุคคลที่ผ่านการอบรมหลักสูตรการเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ (น่าเสียดายที่ยังมีความหลงผิด และผูกขาดไว้แต่เพียงการอบรมโดยคนบางกลุ่มเท่านั้น และใช้งบประมาณแต่ละปีอย่างมากมาย) สาม...กฎหมายมีบทลงโทษต่อบุคคลหลาย กลุ่ม ตั้งแต่พ่อแม่ผู้ปกครองจนถึงประชาชนทั่วไป โดยได้กำหนดห้ามมิให้กระทำการทารุณกรรมต่อเด็กทั้งด้านร่างกายและจิตใจ จงใจหรือละเลยไม่ให้สิ่งจำเป็นแก่การดำเนินชีวิต ไม่ดูแลรักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย บังคับ ขู่เข็ญ จูงใจ ส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร นำไปขอทาน ไปค้าประเวณี ไปใช้แรงงาน ไปแสดงลามกอนาจาร ใช้หรือยินยอมให้เด็กเล่นพนัน เข้าไปในสถานที่ที่ห้ามไม่ให้เด็กเข้าไป หรือจำหน่ายสุราหรือบุหรี่แก่เด็ก หากผู้ใดกระทำต่อเด็กในลักษณะดังกล่าว จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ครับ เมื่อทำความเข้าใจต่อกฎหมายคุ้มครองเด็ก ฉบับนี้แล้ว หากสนใจใคร่รู้ในรายละเอียดทั้ง 88 มาตรา ติดต่อขอไปได้ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้เลยครับ เขาพิมพ์ไว้แจกเผยแพร่เป็นจำนวนมาก.
ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิว
ฉบับวันที่ 17 สิงหาคม 2549 |