เด็กขอทาน เด็กขอทาน เด็กขอทาน เด็กขอทาน เด็กขอทาน เด็กขอทาน เด็กขอทาน เด็กขอทาน เด็กขอทาน
 




รัฐจ๋า...ขอลาก่อน


       “ฉันจะเข้ากรุงเทพฯ ไปหางานทำ...” คำกล่าวของเด็กหนุ่มบ้านนา ต่อผู้เป็นมารดา กังวาลก้องภายใต้หลังคาบ้านไม้มุงด้วยสังกะสีในจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

คำกล่าวนี้อาจจะดูไม่แปลกเลย เพราะคนหนุ่มสาวในหมู่บ้านต่างพากันทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดเพื่อไปขุดทองในเมืองหลวงกันเป็นทิวแถว แต่สำหรับเด็กหนุ่มคนนี้ คนที่ได้รับชื่อเรียกจากทางการว่า “ผู้ถูกกระทำจากกระบวนการค้ามนุษย์” นั่นคงมิใช่เรื่องธรรดาที่เขาจะตัดสินใจกลับเข้าสู่ดินแดนที่เข้าถูกหลอกไปตกนรกทั้งเป็น!!!
       ต้นเดือนธันวาคม 2550 เสียงของหญิงวัยกลางคนดังแว่วมาจากปลายสายโทรศัพท์ เธอโทรมายังศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์มูลนิธิกระจกเงา เพื่อเล่าเรื่องราวอันน่าระทึกใจให้ฟังว่า “ลูกของเธอหนีรอดมาจากถูกหลอกไปขายบนเรือประมง!!!”
 
       
       เธอเล่าว่าลูกของเธอไปทำงานเป็นคนงานก่อสร้างอยู่ที่กรุงเทพฯ จนกระทั่งวันหนึ่ง ลูกของเธอเดินเล่นอยู่ริมถนนสุขุมวิทในยามค่ำคืน ปรากฏว่ามีแท็กซี่ท่าทางใจดีชักชวนให้ขึ้นรถไปด้วยกัน โดยกล่าวอ้างว่ามีงานรายได้ดีให้ทำ ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเหมือนทำงานก่อสร้าง ด้วยความที่ไว้ใจเพราะคิดว่าคนบ้านนอกเหมือนกันคงไม่หลอกกันง่ายๆ ลูกของเธอ
จึงลองเสี่ยงดู เพราะหวังว่าจะได้เงินกลับไปให้ครอบครัวที่บ้าน แต่แล้วเรื่องราวก็กลับวนเวียนเหมือนภาพในสังคมเมืองทั่วไป เมื่อลูกของเธอถูกหลอกจากนายหน้าในคราบคนขับรถแท็กซี่ดังกล่าว ขายให้เป็นแรงงานทาสบนเรือประมงนอกน่านน้ำ!!!

        ชีวิตที่ลอยแคว้งคว้างกลางทะเลอย่างไร้คนสนใจ และงานบนเรือประมงที่ถูกบังคับให้ต้องทำโดยไม่ได้เต็มใจตั้งแต่แรก ทำให้ลูกของเธอมีสภาพไม่ต่างจาก “ทาส” ที่ถูกขาย และบังคับให้ทำงานโดยไม่มีสิทธิที่เรียกร้องความเป็นธรรมจากใครได้เลยเป็นระยะเวลากว่า 1 ปีเต็ม ที่อยู่บนเรือประมงดังกล่าว จนกระทั่ง เมื่อสบโอกาสที่เรือกลับเข้าฝั่งที่ประเทศไทยอีกครั้งลูกของเธอและเพื่อนลูกเรือประมงคนอื่นๆ จึงไม่รีรอที่จะตัดสินใจหนีออกจากขุมนรกนั้นทันที
       เรื่องราวที่เธอได้ถ่ายทอดให้ฟังทำให้เราสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะนี้ คือ ข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับขบวนการค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นกับเพศชาย และถือเป็นผู้ถูกกระทำในลักษณะแบบนี้รายที่ 22 ที่มูลนิธิกระจกเงาได้รับแจ้งเรื่องมา
 
       ชีวิตที่ลอยแคว้งคว้างกลางทะเลอย่างไร้คนสนใจ และงานบนเรือประมงที่ถูกบังคับให้ต้องทำโดยไม่ได้เต็มใจตั้งแต่แรก ทำให้ลูกของเธอมีสภาพไม่ต่างจาก “ทาส” ที่ถูกขาย และบังคับให้ทำงานโดยไม่มีสิทธิที่เรียกร้องความเป็นธรรมจากใครได้เลยเป็นระยะเวลากว่า 1 ปีเต็ม ที่อยู่บนเรือประมงดังกล่าว จนกระทั่ง เมื่อสบโอกาสที่เรือกลับเข้าฝั่งที่ประเทศไทยอีกครั้งลูกของเธอและเพื่อนลูกเรือประมงคนอื่นๆ จึงไม่รีรอที่จะตัดสินใจหนีออกจากขุมนรกนั้นทันที

       เรื่องราวที่เธอได้ถ่ายทอดให้ฟังทำให้เราสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะนี้ คือ ข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับขบวนการค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นกับเพศชาย และถือเป็นผู้ถูกกระทำในลักษณะแบบนี้รายที่ 22 ที่มูลนิธิกระจกเงาได้รับแจ้งเรื่องมา

       ทันทีที่ทราบเรื่องเราประสานงานไปยังสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดภูมิลำเนาของชายคนดังกล่าวทันที เพื่อแจ้งข้อเท็จจริงเบื้องต้นให้ทราบ และนัดแนะวันเวลาเพื่อลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัวของเขาด้วยกัน นอกจากนี้เรายังได้ประสานงานไปยังสำนักงานจัดหางานจังหวัดและสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด เพื่อขอเข้าพบและนำเสนอข้อเท็จจริงในโอกาสคราวเดียวกันนั้นด้วย

หลังจากการได้พูดคุยกับเด็กหนุ่มคนดังกล่าวแล้ว ทำให้เราทราบว่ายังมีชายหนุ่มอีกหลายรายที่ต้องเผชิญชะตากรรมตกเป็นแรงงานทาสบนเรือประมงไม่ต่างจากเขาอีกกว่า 12 ชีวิต ซึ่งที่มาที่ไปของแรงงานประมงที่ถูกหลอกแต่ละรายก็มีลักษณะไม่ต่างจากเขาเช่นกัน เพราะบางคนถูกหลอกมาจากสนามหลวง สถานีขนส่งหมอชิต สถานีรถไฟหัวลำโพง ฯลฯ

          เด็กหนุ่มคนนี้ระบายความรู้สึกว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะไม่ยอมหลงเชื่อนายหน้าคนนั้นอีกเป็นอันขาด และเขาตั้งปณิธานไว้ว่าอยากกลับมาหางานทำที่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง หวังเพียงทำกินเล็กๆ น้อยๆ พอเลี้ยงตัวเองและผู้เป็นมารดาก็พอแล้ว เขาไม่อยากกลับมาหางานทำที่กรุงเทพฯ อีก เพราะเข็ดแล้วกับการถูกหลอกลวงในเมืองหลวง
       สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐ ในฐานะที่ “การค้ามนุษย์” ได้รับการยกระดับของปัญหาให้เป็น “วาระแห่งชาติ” โดยมีการกำหนดนโยบายการป้องกันและปราบปรามปัญหาการค้ามนุษย์ ตลอดจนมีมาตราการเยียวยาผู้เสียหายให้ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐและสังคม เพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น และเพื่อให้ผู้เสียหายนี้มีโอกาสในการพัฒนา

อาชีพ จะได้ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำอีก      

       เช่นเดียวกัน เด็กหนุ่มผู้นี้ ย่อมได้รับข้อเสนอความช่วยเหลือจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดในภูมิลำเนาของตน เขามีทักษะเบื้องต้นและอยากเรียนรู้เรื่องการซ่อมเครื่องยนต์ สำหรับการเปิดร้านซ่อมเครื่องยนต์ไถนาและปะยางรถในชุมชนบ้านเกิดของตัวเอง ซึ่งดูแล้วถือเป็นการเยียวยาที่เหมาะสมหากรัฐจะส่งเสริมให้เด็กหนุ่มผู้นี้พัฒนาเป็นแรงงานที่มีฝีมือและช่วยเหลือเรื่องเงินทุนให้สามารถประกอบกิจการขนาดเล็กที่บ้านของตัวเองได้ มันช่างเป็นโมเดลแห่งการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะมันเป็นการช่วยเหลือเยียวยาและเป็นการป้องกันมิให้ตกเป็นเหยื่อซ้ำซากได้ในคราวเดียวกัน

       เด็กหนุ่มผู้นี้เฝ้ารอคอยความหวังที่รัฐให้คำสัญญาไว้ แต่ก็เริ่มกังวลในใจ เพราะหลังจากที่ได้พบกับเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมจังหวัดเพียงครั้งเดียว ครอบครัวของเขาก็มิได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่รัฐอีกเลย จนถึงบัดนี้เวลาล่วงเลยมาเกือบครบสามเดือนแล้ว ผู้ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขึ้นบัญชีรายชื่อเป็น ผู้ถูกกระทำจากกระบวนการค้ามนุษย์ แทบไม่ได้รับการเหลียวแล อย่างทันถ่วงทีตามสถานะที่เขาควรจะได้รับการช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน

       เสียงประกาศก้องทุกเวทีสัมมนาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการค้ามนุษย์ ผู้แทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ มักจะคุยโวถึงเรื่องเงินทุนช่วยเหลือผู้ถูกกระทำจากกระบวนการค้ามนุษย์เสมอ เชิญชวนให้ขอมาเถอะเงินกองทุนร้อยล้านสำหรับช่วยเหลือเหยื่อ????

       “ฉันจะเข้ากรุงเทพฯ ไปหางานทำ...” เสียงเด็กหนุ่มบอกมารดาของเขา หลังจากหมดหวังกับการช่วยเหลือลมๆ แล้งๆ ของภาครัฐ….

 เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข

ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์

มูลนิธิกระจกเงา
 


 
 
 
   
  มูลนิธิกระจกเงา  8/12 ซอยวิภาวดี44 ถนนวิภาวดี-รังสิต แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร 0-2941-4194-5 ต่อ 11 โทรสาร 0-2941-4194 ต่อ 18  
       
ออกแบบและพัฒนาโปรแกรมโดย มูลนิธิกระจกเงา